ก่อนเปิดห้อง

ห้องเก็บของสำหรับผม ก็คล้ายๆเป็นที่เก็บความทรงจำมากมายหลายอย่าง ของที่ยังใช้ได้ แต่ไม่มีโอกาสได้ใช้ ของที่เสียที่ชำรุดแล้ว แต่มีค่ามากกว่าที่จะทิ้งมันไป ของเก่าๆที่ไม่เข้ากับชีวิตปัจจุบัน กับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป รูปภาพ ม้วนเทปเพลงที่เคยแต่งเคยบันทึกไว้ง่ายๆ นานจนลืมไปแล้วว่ามีกี่เพลง เพลงอะไรบ้าง จดหมาย สมุดบันทึกในช่วงชีวิตต่างๆ มีเรื่องราวเกี่ยวกับตัวผมมากมายที่ครอบครัวผมเองก็ยังไม่เคยรู้ นานมากแล้วนะ ที่ไม่ได้เปิดประตูเข้าไปดูมันเลย ลองเข้าไปดูกับผมมั้ย?

*ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณเจ้าของรูปภาพประกอบเรื่องราวทั้งหลายมา ณ.ที่นี้ นิตยสาร สื่อสิ่งพิมพ์ ผู้ออกแบบปกอัลบั้มต่างๆ ทั้งภาพที่พี่ๆศิลปินส่งมาให้ ภาพเก่าที่บราเธอร์ , มาสเตอร์ หรือเพื่อนเก่าๆได้ถ่ายเอาไว้ ใครเป็นคนถ่ายบ้างก็ไม่รู้มั่วไปหมด รูปภาพที่มีผม ผมไม่ได้ถ่ายเองอยู่แล้ว แม้บางภาพจะเป็นกล้องและฟิล์มของผมเองก็ตาม


วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ทางผ่าน

ในยุคที่ผมยังทำงานเพลงโฆษณาและโปรเจคส่วนตัวให้กับพี่คนหนึ่ง สถานที่ที่ผมต้องเข้าไปทำงานเป็นประจำอยู่แถวๆเพลินจิต ปกติก็แล้วแต่จะนัดกันนะครับ กลางวันบ้าง กลางคืนบ้าง แล้วแต่บุคลากรที่พวกเราต้องทำงานด้วยว่าสะดวกกันเมื่อไร ปัญหาเรื่องที่จอดรถ หรืออาจจะเป็นเหตุผลเรื่องเสียงที่ดังรบกวนการทำงานของพนักงานประจำจริงจังในบริษัทนั้นช่วงกลางวัน ซึ่งพวกเขาไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย หลากหลายกรณีครับ


วันนั้นก็เช่นกัน วันที่พวกเรานัดกันเข้าไปทำงานตอนค่ำๆ จริงๆช่วงนั้นพวกเรานัดทำงานรอบค่ำกันมาสักพักหนึ่งแล้ว เป็นอันรู้กันว่าเราจะเริ่มงานประมาณ3ทุ่มบวกลบนิดหน่อยเพื่อเลี่ยงรถติด (เพราะเราต้องฝ่าการจราจรบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ มาเลี้ยวขวาเข้าเส้นหลัง นานา แล้วมาเลี้ยวขวาอีกทีที่เส้นตัดถนนสุขุมวิทเพื่อมุ่งหน้าเพลินจิต เรียกว่าโหดร้ายตลอดเส้นทางทีเดียว) จะเร็วหรือช้ากว่านั้นบ้างก็ตามลำดับงานของใครก่อนหลัง ผมรู้สึกแปลกๆตั้งแต่อยู่ที่บ้านช่วงเย็น มันง่วงนอนอย่างไรบอกไม่ถูก หัวหนักๆ เปลือกตาเหนื่อยๆคล้ายๆจะไม่สบายจึงตัดสินใจเอนตัวนอนพัก ผมเผลอหลับไปนานมาก มารู้สึกตัวอีกที เหลือบมองนาฬิกาจำได้ว่าเป็นเวลาอีกไม่กี่นาทีจะสี่ทุ่มแล้ว ตอนนั้นอาการเกี่ยวกับร่างกายเริ่มดีขึ้น 

ผมงัวเงียค่อยๆลุกขึ้น พาตัวเองเดินโงนเงนไปอาบน้ำ แต่งตัว เอาหัวจ่อพัดลมให้ผมแห้ง แล้วลงบันไดมาชั้นล่างของบ้าน แม่ของผมยังทักเลยว่าไม่สบายทำไมไม่นอนไปเลย โทรไปลาเขาก็ได้(ด้วยความที่แม่คงไม่ค่อยชอบงานนี้ของผมสักเท่าไร) ผมยกหูโทรศัพท์บ้าน(ตอนนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือนะครับ ฮิตสุดๆก็ แพคลิ้งค์) ตั้งใจจะโทรไปบอกทางห้องบันทึกเสียงว่าผมจะไป late หน่อยเพราะไม่ค่อยสบาย ตอนนี้กำลังจะออกเดินทางแล้ว เสียงทางนั้น(ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นใครเป็นคนรับสาย)ตอบกลับมาว่า ไม่ต้องมาแล้ว ไม่รู้ข่าวหรือว่า รถบรรทุกแก๊สระเบิดที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เห็นเงียบไปยังเป็นห่วงอยู่เลย คุยกันอีกสองสามคำ พอวางหูโทรศัพท์ ผมก็หันไปมองทีวีที่แม่เปิดดูอยู่ ข่าวรถบรรทุกแก๊สระเบิด กำลังรายงาน แต่ด้วยความที่แม่ของผมไม่เคยรู้เส้นทางที่ผมใช้ แม่เลยไม่ช๊อคเท่าผม.

ปล่อยให้ฉันฉ่ำใจ (Live)

FatFest VI(ซีดี แผ่นคู่รวมศิลปิน)



ในช่วงที่ผมเป็นสมาชิกร่วมทำวงดนตรี The Wanderers กับค่ายBlackSheep(Sony Music)ปี พ.ศ.2545 ก่อนหน้านั้นผมได้สัญญาปากเปล่ากับ ต้อม (ชูพล ศรีเวียง)หัวหน้าวง วิเศษนิยม ว่า “มีอะไรให้ช่วย บอกได้เลยนะ”ตั้งแต่งานปาร์ตี้ บีเทิ้ลส์ไทยแลนด์แฟนคลับครั้งก่อนๆเพราะผมเป็นแฟนเพลงของ วิเศษนิยม มาตั้งแต่สมัยออก EP กับเบเกอรี่ และด้วยความบังเอิญ อัลบั้มของเราเสร็จและถูกวางจำหน่ายพร้อมๆกัน ต้อมชวนผมไปเป็นมือกีตาร์สนับสนุนและร้องประสานเสียงให้ วิเศษนิยม* ตามสัญญา ผมยินดีมาก เราซ้อมกันไม่กี่ครั้งหมายกำหนดการของงานเทศกาลดนตรี Fat Festival ในปีนั้นก็ออกมา ปรากฏว่า ทั้ง วิเศษนิยม และ The Wanderers ติดโผแสดง  งานFat ในปีนั้นผมจึงรับแสดงให้ทั้ง2วงดนตรี

ซิงเกิ้ล ปล่อยให้ฉันฉ่ำใจ ฉบับแสดงสดนี้ถูกบันทึกจากการแสดงในครั้งนั้น(3 .. .. 2545)ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายของ วิเศษนิยม.



 *หลังจากนั้นพอสมควรต้อมยังชวนผมไปแสดงตามผับต่างๆอีก8แห่ง เล่นเพลง วิเศษนิยมเอง และcoverเพลงของ ชาตรี แกรนด์เอ็กซ์ สากล70’s


*ต้อมรับงานถ่ายโฆษณาเครื่องใช้ไฟฟ้าดังยี่ห้อหนึ่ง ภาพของพวกเราขึ้นป้ายใหญ่โดดเด่นอยู่แถวๆดอนเมืองอยู่นานพอสมควร

Ariyah


วันหนึ่งผมกับ โรเบิร์ท (Treborikki ศิลปิน BlackSheep)ไปนั่งทานข้าวเย็นกับ พี่โจ้ ปัญญา เพริศพิพัฒน์ ซาวด์เอนจิเนีย ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งตรงโค้งกลางซอยร่วมฤดี ถนนเพลินจิต เปิดประตูร้านเข้าไป ผมเดินสะดุดเสียงเพลงจนเสียหลัก กีตาร์สายไนลอน กับเสียงร้องนิ่งๆใสๆของสาวน้อยคนหนึ่ง เพลงสากลเก่าๆที่เคยชินทำให้อาหารมื้อนั้นออกรสมาก 

เบิร์ทปิ๊งไอเดียปรึกษากับผม ผมเห็นด้วยกับการที่จะทำอะไรบางอย่างให้คนที่มีความสามารถแบบนี้ เรากลับไปคุยกับน้องเขาอีกครั้งในอีกไม่กี่วันถัดมา ก็รู้ว่าน้องเขาชื่อ แฮม ชื่อจริงว่า อารียา (นามสกุลผมจำคล้ายๆว่า อุปมัย หรือเปล่าไม่แน่ใจ) มีเพลงแต่งเองอยู่จำนวนหนึ่ง พอได้เริ่มฟัง ความรู้สึกแรกคือ ไพเราะมาก เบิร์ทกับผมตกลงใจหุ้นทุนกันผลิตอัลบั้มทำมืออัลบั้มนี้ให้แฮม รู้สึกจะออกสตางค์กันไปคนละสามพันห้าร้อยบาท(หรือกว่านั้นโดยประมาณ) แฮมออกเพลงกับฝีมือและเสียงร้อง บันทึกเสียง LoFi ง่ายๆด้วยเครื่องMiniDiscแบบนั่งล้อมวงแจมสด เครื่องดนตรี3ชิ้นส่วนหนึ่ง เบิร์ทเอาไปทำเป็นเพลงในรูปแบบที่สมบูรณ์อีกส่วนหนึ่ง

อัลบั้ม Ariyar  นี้ ถูกวางจำหน่ายที่บูทเล็กๆบูทหนึ่งในงาน FatFestival ที่ สนามม้านางเลิ้งโดยแฮม เป็นผู้ยืนขายเอง เพราะผมกับเบิร์ทมีคิวแสดงดนตรี และติดภารกิจกับบูทแบล็คชีพ

ยอดขายไม่ต้องถามนะครับ อย่างที่ท่านคาด แต่ผมก็มีความสุขที่ได้ช่วยเผยแพร่เพลงดีๆ ตอนนี้แผ่นที่เหลือทั้งหมดอยู่ที่บ้านเบิร์ท (จริงๆน่าจะแบ่งมาสักหน่อย เอาไว้แจกฟรีกับผู้ที่สนใจจะฟัง) และเพลง มนต์จันทรา รู้สึกจะได้รับเลือกให้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ วิญญาณ โลก คนตาย.




วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ตอนที่ 16 (วัยใส)

มารใหญ่ มารน้อย

ภายในตัวบ้านของพี่บุ๋มส่วนหนึ่งถูกตกแต่งให้เป็นห้องบันทึกเสียงขนาดใหญ่*และทันสมัยที่สุดห้องหนึ่งในเวลานั้น บอร์ดMixยาวเกินสุดแขน เรียกว่าจนถึงปัจจุบันนี้ ห้องบันทึกเสียงที่ผมเคยไปมาทั้งหมดส่วนใหญ่ยังเล็กกว่าห้องนี้ สุนัขอัลเซเชี่ยน*ตัวใหญ่ใจดีสองตัววิ่งไปวิ่งมาสร้างบรรยากาศสบายๆ ผมติดตามพี่เปี๊ยกไปที่นั่นสัปดาห์ละสามถึงสี่ครั้งโดยประมาณ เพราะอัลบั้มของพี่บิ๊กที่พี่เปี๊ยกรับผิดชอบยังไม่เสร็จสิ้นดี จึงต้องแบ่งเวลา

ผมเสนอทำนองเพลงร๊อคซึ่งบันทึกง่ายๆจากห้องนอนที่บ้านให้พี่บุ๋มฟัง3เพลง(ถ้าจำไม่ผิด) ผลสรุป ผ่านทั้งหมด จนพี่บุ๋มตั้งฉายาให้ผมเล่นๆว่า มารน้อย “ฉัน*เป็นมารใหญ่ เธอเป็นมารน้อย” แล้วแกก็หัวเราะเสียงดังตามสไตล์ ผมดีใจมากที่นักดนตรีรุ่นใหญ่ชอบทำนองเพลงของผมและทำให้ผมนึกออกว่าผมยังมีงานเพลงที่ร่วมทำไว้กับเพื่อนมหาวิทยาลัยของผม ประสิทธิ์ (คนที่ชวนผมเล่นลำตัด และทำเพลงให้คณะนั่นล่ะครับ) ก่อนหน้านั้นประสิทธิ์แต่งกลอนมาให้ผมดู และร้องให้ผมฟังเป็นทำนองคล้ายๆเพลงฉ่อย ชื่อ อกสามศอก พูดถึงเรื่องราวของชายหนุ่มตัวเล็กๆ กล้ามไม่มี แต่พยายามทำดีเพื่อสังคม ผมได้ดูและได้ฟังจากปากของประสิทธิ์ครั้งแรกผมชอบมาก แต่ทำนองฉ่อยมันจะไม่มีความเคลื่อนไหวด้าน Chord ยากต่อการสร้างฮาร์โมนี่ ผมเลยจับมาดัดทำนองให้ดิ้น และมีลีลาสากลมากขึ้น โดยคงบรรยากาศความเป็นไทยๆไว้ ผมเล่าถึงเพลงนี้ให้พี่บุ๋มฟัง(แบบที่เล่าไปข้างต้นล่ะครับ) พี่บุ๋มสนใจมาก รุ่งขึ้นผมนำเดโมเทปจากบ้านกลับไปนั่งเปิดฟังกัน พี่บุ๋มชอบถึงขนาดว่าจับให้เป็นเพลงแรกๆในการเริ่มต้นทำไกด์ดนตรีสำหรับอัลบั้มของพี่บุ๋มกับFoxเลยทีเดียว* ผมได้เห็นวิธีการทำงานกับบทเพลงเพลงนี้ใหม่ทั้งหมด พี่เปี๊ยกเรียบเรียงดนตรี พี่บุ๋มใส่ไลน์กีตาร์คร่าวๆไว้แล้ว พี่ตุ้ม สุทธิเมศ เหล็กกล้า บันทึกเสียงร้องตามไกด์เสียงของผมซึ่งพี่บุ๋มควบคุมแบบให้เกียรติ คำต่อคำ

ทุกๆวันที่ไป ช่วงหัวค่ำผมมีโอกาสร่วมรับประทานอาหารกับพี่บุ๋มและพี่เปี๊ยกหลายครั้ง ได้พูดคุยเรียนรู้ประสบการณ์ทั้งดนตรีและเรื่องทั่วๆไป เรื่องหนึ่งที่ยังอยู่ในใจตลอดมาคือเรื่องของ พี่น้ำพุ พี่ชายของพี่หนู(ภรรยาของพี่บุ๋มในขณะนั้น พี่น้ำพุและพี่หนูคือลูกของ สุวรรณี สุคนธา นักเขียนชื่อดัง) พี่บุ๋มบอกให้ผมสังเกต ว่าเวลาทุ่มเศษๆของทุกๆวันจะมีสุนัขหอนรับช่วงต่อๆกันจากหน้าปากซอยลาดพร้าวมาจนถึงบ้านแก ซึ่งก็จริง ตอนนั้น เวลาทุ่มสิบกว่านาที บนโต๊ะอาหารซึ่งพวกเรายังไม่เรียบร้อยกันดี พี่บุ๋มบอก “ฟังสิ” เสียงสุนัขหอนไล่มาจากด้านปากซอยจริง จนมาสุดที่อัลเซเชียลสองตัวในบ้าน “พี่น้ำพุมา” เหมือนแกรู้ว่าผมอยากรู้ “มาเธอตามฉันมา*” แล้วพี่บุ๋มก็เดินนำผมก้าวขึ้นบันไดไปชั้นบน มาหยุดอยู่ที่โต๊ะหมู่บูชา “อ่ะ กราบพี่น้ำพุสิ”

จากนั้นเราก็ลงมานั่งคุยกันต่อที่ด้านล่าง พี่บุ๋มนำกีตาร์*ออกมาให้ผมดูและลองเล่นหลายตัว รวมถึงกีตาร์ ปมมะค่า ที่แกใช้บันทึกเสียงในอัลบั้ม ศรัทธา ปมมะค่าที่ขุดใส่รถจากชายแดนไทย-พม่า มาตัดประกอบเป็นตัวกีตาร์ที่เมืองไทย.

*ซาวด์เอนจิเนียประจำห้องขณะนั้นชื่อ พี่ปู ต่อมาย้ายไปทำงานที่ห้องบันทึกเสียงบัตเตอร์ฟลาย

*มือเบสช่วงนั้นถ้าจำไม่ผิดคือพี่เปิ๊ด มิติ  ปัจจุบัน The Sun

*แรงบันดาลใจให้ผมเลี้ยงอัลเซเชียลเป็นสุนัขคู่แรกในชีวิต หลังจากนั้น8ปี

*พี่บุ๋มจะแทนตัวเองว่าฉัน และแทนผมว่าเธอ

*จากวันนั้นอีกไม่นาน การทำอัลบั้มนี้ก็สิ้นสุดโดยที่ยังไม่เสร็จ


*กีตาร์ Paul Reed Smith 3ตัวแรกในเมืองไทย ถูกส่งมาพร้อมกันโดยการสั่งซื้อของพี่บุ๋ม ซึ่งพี่บุ๋มใจดีให้โอกาสผมได้สัมผัสเป็นคนแรกๆ

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ตอนที่ 15 (วัยใส)

ในค่ำคืนแห่งความทรงจำ

“กูไม่เคยสะพายกีตาร์กูให้ใคร นอกจากพี่แหลมกับพี่กิตติ” เสียงดุๆของพี่ ช อ้น ณ.บางช้างกระซิบอยู่ข้างหูของผมระหว่างที่แกเอากีตาร์ของแกมาสะพายให้ผม พร้อมกับดันหลังผมให้ขึ้นไปบนเวที

วันนั้นพี่เปี๊ยกนัดหมายกับพี่บุ๋ม ชัคกี้ ธัญญรัตน์ เพื่อเดินทางไป แจม ยืดเส้นยืดสายกับวงดนตรี The Fox ที่มีพี่ ช อ้น เป็นหัวหน้าวงและเป็นมือกีตาร์ ร้านชื่อ แบมบู ริมถนนรัชดาใกล้ๆแยกห้วยขวาง อันที่จริงพี่เปี๊ยกเคยพาผมไปเจอกับพี่ชัคกี้แล้วครั้งหนึ่งที่บ้านย่านลาดพร้าว บ้านพี่ชัคกี้ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าวร้อยกว่าๆ ปากซอยมีร้านอาหารชื่อ บ้านนันทิดา (ทุกวันนี้ให้ผมไปอีกครั้งคงหลงทาง เพราะเวลาผ่านมา25ปีแล้ว) แต่ครั้งนั้นเราแทบไม่ได้คุยกันเลย

ผมขึ้นไปยืนตั้งหลักบนเวทีสักพัก พี่บุ๋มซึ่งกำลังเอามือปรับแอมป์กีตาร์หมุนปุ่มนั้นบิดปุ่มนี้อยู่ก็หันมายิ้มกับผม พี่เปี๊ยกเงยหน้าขึ้นมาจาก Hammon จ้องมองดูผมอย่างไม่แน่ใจ แววตาเต็มไปด้วยคำถาม คงทั้งถามผม และถามตัวแกเอง สีหน้าแหยๆของพี่เปี๊ยกในตอนนั้นยังติดตาผมมาจวบจนทุกวันนี้ ไม่แปลกหรอกครับที่พี่เปี๊ยกจะกังวล เพราะบนเวทีในคืนนั้นมีแต่ยอดฝีมือ พี่ชาย(อดีต คาไลโดสโคป)เป็นมือกลอง หม่อง(ที่ต่อมาเป็นสมาชิก Wolf Pack)เล่นเบส พี่ตุ้ม สุทธิเมศ เหล็กกล้า ร้องนำ พี่น้อยซานตานอยมือคีย์บอร์ดของFoxในขณะนั้นก็รู้สึกว่าจะร่วมแจมอยู่บนเวทีด้วย รวมพี่เปี๊ยก กับพี่บุ๋มเข้าไปอีก เด็กชายวัย21แบบผมที่แกตั้งใจพามาให้นั่งดูดนตรีเพื่อเปิดหูเปิดตา ตอนนี้กลับสะพายกีตาร์ยืนอยู่หน้าแก

การแจมกันในคืนนั้นผ่านไปด้วยดีครับ ทั้งเพลงของ Eric Clapton , Beatles , Santana , Led Zeppelin  และเพลงบลูส์ต่างๆ ร่วมๆชั่วโมงที่ผมยืนอยู่ตรงนั้น พี่บุ๋มน่ารักมากครับ ไม่ปล่อยให้เด็กแบบผมยืนเก้อเขินเลย พยักหน้าส่งท่อนให้ผมโซโล่กีตาร์ตลอดแบบเชื่อใจ เหลือบไปเห็นพี่เปี๊ยกยิ้มได้ ผมก็มีความสุข จนพี่ตุ้ม ประกาศตามหาพี่ ช อ้น ซึ่งแอบไปนั่งเล่นอยู่หลังร้านให้ขึ้นมาทำหน้าที่ของFoxต่อ การแจมของพี่เปี๊ยก พี่บุ๋ม และผมก็สิ้นสุด

หลังจากที่คุยภาษาดนตรีจบลง การสนทนาบนโต๊ะอาหารและเครื่องดื่มก็เริ่มขึ้นอย่างสนุกสนาน พี่บุ๋มเผยว่ากำลังคิดโปรเจค ชัคกี้กับThe Fox โดยมอบหมายให้พี่เปี๊ยกซึ่งเคยร่วมงานกับพี่บุ๋มในวง Rockestra ทำหน้าที่โปรดิวเซอร์และได้ชักชวนผมให้เข้าร่วมเป็นทีมงานแต่งเพลง.

อ้ายเหลือง

ภาพเก่าเล่าความหลัง (พ.ศ.2535)


Ibanez Jem  777 DY ตัวนี้เป็นกีตาร์ตัวที่สามที่ผมใช้ในงานของแกรมมี่ และเป็นกีตาร์ที่ถูกใช้งานมากที่สุด เกือบจะทุกเวทีในขณะนั้นก็ว่าได้ เนื่องด้วยถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้หลากหลาย เหมาะแก่งานแบ็คอัพเป็นอย่างยิ่ง* แต่ลึกๆโดยส่วนตัวแล้วผมชอบกีตาร์ตัวอื่นมากกว่า

ปัจจุบันกีตาร์ตัวนี้ไม่ได้อยู่กับผมแล้ว ผมขายให้กับคนที่ขับรถมาจากต่างจังหวัดเพื่อที่จะมาซื้อกีตาร์ตัวนี้โดยเฉพาะเมื่อราวๆปีพ.ศ.2544-45


*ภายหลังกีตาร์ตัวนี้ถูกนำมาใช้บันทึกเสียงในอัลบั้ม พาราณสี ออเคสตรา(..2541) บางไลน์ในเพลง พ่อ และบางไลน์ในเพลง อย่าไว้ใจทาง


ไวน์แดง

ภาพเก่าเล่าความหลัง (พ.ศ.2535)



กีตาร์ Gibson Lespaul Standard สีไวน์แดงตัวนี้ คือกีตาร์ตัวแรกที่ผมใช้ในงานของแกรมมี่ ทั้งซ้อม3ครั้งแรกกับพี่โต๊ะ วสันต์ โชติกุล อัลบั้มขึ้นโต๊ะ และงานแสดงคอนเสิร์ตของ ก๊อต จักรพรรณ์ อาบครบุรี ตั้งแต่เปิดตัวอัลบั้มช๊อต ต่อมาไม่นานเมื่อรับงานหลากหลายมากขึ้น จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนกีตาร์เพื่อความเหมาะสม


ปัจจุบันกีตาร์ตัวนี้ไม่ได้อยู่กับผมแล้ว.