ก่อนเปิดห้อง

ห้องเก็บของสำหรับผม ก็คล้ายๆเป็นที่เก็บความทรงจำมากมายหลายอย่าง ของที่ยังใช้ได้ แต่ไม่มีโอกาสได้ใช้ ของที่เสียที่ชำรุดแล้ว แต่มีค่ามากกว่าที่จะทิ้งมันไป ของเก่าๆที่ไม่เข้ากับชีวิตปัจจุบัน กับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป รูปภาพ ม้วนเทปเพลงที่เคยแต่งเคยบันทึกไว้ง่ายๆ นานจนลืมไปแล้วว่ามีกี่เพลง เพลงอะไรบ้าง จดหมาย สมุดบันทึกในช่วงชีวิตต่างๆ มีเรื่องราวเกี่ยวกับตัวผมมากมายที่ครอบครัวผมเองก็ยังไม่เคยรู้ นานมากแล้วนะ ที่ไม่ได้เปิดประตูเข้าไปดูมันเลย ลองเข้าไปดูกับผมมั้ย?

*ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณเจ้าของรูปภาพประกอบเรื่องราวทั้งหลายมา ณ.ที่นี้ นิตยสาร สื่อสิ่งพิมพ์ ผู้ออกแบบปกอัลบั้มต่างๆ ทั้งภาพที่พี่ๆศิลปินส่งมาให้ ภาพเก่าที่บราเธอร์ , มาสเตอร์ หรือเพื่อนเก่าๆได้ถ่ายเอาไว้ ใครเป็นคนถ่ายบ้างก็ไม่รู้มั่วไปหมด รูปภาพที่มีผม ผมไม่ได้ถ่ายเองอยู่แล้ว แม้บางภาพจะเป็นกล้องและฟิล์มของผมเองก็ตาม


วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557

พาราณสี ออเคสตรา (ตอนที่1)

(พ.ศ. 2542)



เย็นวันศุกร์ ปลายปีพ.ศ.2541 ผมเดินทางฝ่ารถติดไปยังถนนสุขุมวิท จุดหมายปลายทางคือ ซอย8 ที่ตั้งสำนักงานนิตยสาร บันเทิงคดี ของบริษัท ไมล์สโตน ตอนนั้นเป็นเวลา 6โมงเย็นพอดิบพอดี ผมคิดในใจว่าคงไม่มีใครอยู่รอแล้ว เพราะเลยเวลาเลิกงานมาพอสมควร ผมและเพื่อน(อดีตภรรยา)รีบเดินจ้ำจากที่เราจอดรถอยู่กลางซอยเพื่อมาให้ถึงบริเวณปากซอยให้เร็วที่สุด ในมือถือถุงผ้าดิบซึ่งด้านในใส่แฟ้มประวัติ แผนงาน รูปภาพ เทปเพลงตัวอย่างของผมมาด้วย คิดอยู่ในใจว่า ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายกับความฝันลมๆแล้งๆในการเป็นศิลปินออกอัลบั้มกับเขาสักชุด

ก่อนหน้านั้น ผมเคยนำเทปเพลงตัวอย่างนี้ไปเสนอกับ โซนี่มิวสิค โดยคุณก๊อป ทีโบน เป็นผู้รับเรื่องพิจารณา ผ่านไปสองสัปดาห์ได้คุยกับคุณก๊อปอีกครั้ง คุณก๊อปบอกว่า “สนใจนะ แต่ไม่เหมาะกับค่าย วันหนึ่งคงได้ร่วมงานกัน เพลงคุณดี” ทำให้ตัวผมเองคิดว่าเพลงรูปแบบนี้คงยากที่จะมีคนสนใจ ตอนนั้นผมถอดใจแล้ว

วันหนึ่งผมได้พบกับน้องสาว(น้องสาวของผมทำงานอยู่ช่อง3)ที่บ้านแม่ ผมเอาเทปตัวอย่างนี้เปิดให้น้องสาวฟัง น้องของผมบอกว่า “เพลงแบบนี้มันดีนะ แต่ค่ายทั่วไปเขาไม่สนหรอกมันไม่ตลาด ทำไมถึงไม่ลองไปเสนอที่ค่ายของพี่ มาโนช พุฒตาล ดูล่ะ” ด้วยความที่น้องสาวผมเคยไปทำข่าวบันเทิงที่ไมล์สโตนในสมัยนั้น และได้รับแจกเทปเพลงอัลบั้มต่างๆมา ผมบอกกับน้องของผมว่า ก็เคยคิดนะ แต่ศิลปินของค่ายนี้ เนื้อหาลึกทุกคน ไม่มีPopเลย(นั่น...ผมยังคิดว่างานของผมเป็นแนวPopอยู่) โดยเฉพาะงานส่วนตัวของพี่ซัน มาโนช เอง แกจะมองงานของเฮีย(สรรพนามแทนตัว เวลาคุยกับน้อง)หรือ? น้องสาวว่า ไม่ลองเสียหน่อยล่ะ



ผมโทรศัพท์ไปที่ไมล์สโตนโดยค้นเบอร์โทรจากปกเทปและหนังสือบันเทิงคดี มีคนรับสายผมดีใจมาก พูดผิดๆถูกๆเลยล่ะ สรุปใจความว่าทางบริษัทก็รับเทปตัวอย่างอยู่เรื่อยๆ แต่ให้ดูว่างานของเราเป็นแนวทางแบบที่บริษัทต้องการหรือไม่ กลัวผมจะเสียเวลาคาดหวัง ผมตอบรับสั้นๆ “ครับ” คิดในใจว่า นี่ล่ะครั้งสุดท้าย เฮือกสุดท้ายแล้ว

ผมไปยืนรออยู่หน้าบริษัทสักอึดใจ เห็นพี่ซันเอาค้อนตอกนู่นตอกนี่อยู่ สักพักแกก็ออกมารับถุงผ้าดิบที่ข้างในมีอะไรเยอะแยะไปหมดของผมด้วยตัวของแกเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส “เสียงพูดของแก เหมือนในทีวีเปี๊ยบเลย” ผมคิด หนึ่งในฮีโร่ของผมยืนคุยอยู่กับผมห่างกันไม่ถึงเมตร ตื่นเต้นจนจับใจความอะไรไม่ค่อยได้หรอกครับ รู้แต่ประโยคสุดท้ายพี่ซันบอกว่า “ประมาณ15วันนะครับ ถ้าไม่โทรไปแสดงว่าไม่ได้ ถ้าได้ผมจะเป็นฝ่ายโทรไปเอง

ผมกลับไปบ้าน รอ...รอ...รอ...วันจันทร์มีโทรศัพท์มาที่บ้าน ผมรับสายได้ยินเสียงปลายทางแทบลมจับ “สวัสดีครับ ขอสายคุณชัยวัฒน์ครับ ผมชื่อ มาโนช จะโทรมานัดคุยว่าเราจะทำยังไงกันต่อไปเกี่ยวกับเพลงชุดนี้ดี” นัดแนะกันเรียบร้อย พอวางสายเท่านั้นล่ะครับ ผมตะโกนเหมือนคนบ้า วิ่งไปรอบๆบ้าน ทั้งหัวเราะ ทั้งร้องไห้ “มีคนเห็นแล้ว มีคนเห็นแล้ว” ผมมารู้จากปากของพี่ซันหลังจากทำอัลบั้มเสร็จแล้วว่า เย็นวันศุกร์วันนั้น พอผมลากลับ แกก็เข้าไปเปิดเทปเพลงของผมฟังเลย จะโทรหาก็ค่ำแล้ว เสาร์ อาทิตย์คงเป็นวันครอบครัว เลยโทรหาผมวันจันทร์ แกว่าเพลงแบบนี้ กลิ่นBeatlesแบบนี้ แปลกดี ยังไม่มีใครทำ.


Ticket To The Moon

(พ.ศ.2550)


“สวัสดีครับ ผมกบ รุ่นพี่ของเอ็กซ์ จำได้ไหมครับ” กบ นิมิต จิตรานนท์ สามีของเจี๊ยบ วรรธนา วีรยวรรธน โทรศัพท์หาผมในวันหนึ่ง ผมตอบไปว่า “จำได้สิ ทำไมจะจำไม่ได้” ก็เคยลุยทำเพลงเสนอค่ายกันมาครั้งที่ The Wanderers ส่งเดโมเพลงตัวอย่างให้บริษัทนั้นบริษัทนี้พิจารณาอยู่ ห้องบันทึกเสียงที่ใช้ก็ของกบ(ซึ่งตอนนั้นยังอยู่ในส่วนชั้นบนของโรงเรียนสอนร้องเพลงที่เก่าของเจี๊ยบ) กบเล่าให้ฟังว่า เจี๊ยบ กำลังทำเพลงอัลบั้มใหม่เกือบจะเสร็จแล้ว ติดอยู่เพลงหนึ่ง เป็นเพลงลีลาแบบ world music อยากให้มีเครื่องดนตรีของหลายๆเชื้อชาติมาประกอบ หนึ่งในเครื่องดนตรีที่กบคิดไว้และอยากให้มีอยู่ในเพลงคือ ซีตาร์ เครื่องดนตรีของประเทศอินเดีย ซึ่งกบหาคนมาเล่นบันทึกเสียงยังไม่ได้ สืบไปสืบมา งานมาเข้าเอาที่ผม สืบเนื่องมาจากการที่ผมกับเอ็กซ์ (วรเวท จันทรบุตร The Wanderers) เคยเป็นศิลปินอยู่ค่ายเดียวกันคือ ไมล์สโตน (ของพี่ซัน มาโนช พุฒตาล) ตอนนั้นผมใช้ชื่อโปรเจคว่า พาราณสี ออเคสตรา มีการนำ ซีตาร์ มาใช้บันทึกเสียงอยู่2เพลง เอ็กซ์คงจำได้และบอกกับกบไป

กบคุยโทรศัพท์กับผมอยู่สักพักใหญ่ๆ ทีแรกผมปฏิเสธ(ทั้งๆที่ใจจริงอยากร่วมงานด้วยมาก) เพราะหลังจากงาน พาราณสี ผมก็ไม่ได้แตะต้อง ซีตาร์ อีกเลยเนื่องด้วยไม่มีเหตุให้ต้องใช้ และความยุ่งยากของซีตาร์อย่างหนึ่งคือ ถ้าไม่ได้ใช้นานๆ เวลาเอามาตั้งสายให้ตรงใหม่ไม่ว่าจะหย่อนลง หรือตึงขึ้น สายจะขาดไปเสียครึ่งหนึ่ง(ร่วมๆสิบเส้น) ต้องเสียเวลาเปลี่ยนสายเส้นหนึ่งๆใช้เวลาไม่น้อยเลย กบเกี้ยวผมอยู่นาน ผมจึงบอกกับกบไปว่า “เอาแบบนี้นะกบ เราจะลองเปลี่ยนสายดูก่อน ถ้าซีตาร์โอเค เราก็ยินดี แล้วซีตาร์ของเรา เราตั้งเป็นคีย์Cนะ (ตามสากลส่วนใหญ่ทั่วไป)” กบตอบกลับมาว่าไม่มีปัญหา เพลงทดคีย์ตามซีตาร์ได้ ผ่านไปสามวัน(ซึ่งเป็นสามวันที่ทรมานใจมาก เนื่องจากการเปลี่ยนสายซีตาร์นี่ล่ะ 555) ผมโทรศัพท์กลับไปที่กบ แจ้งข่าวว่า สำเร็จ” ส่งซีดีมาให้ผมคิด และซ้อมได้เลย


ช่วงเวลานั้นความรู้สึกถึงพลังของ พาราณสี ออเคสตรา ได้กลับมาเต็มเปี่ยม ผมนั่งซ้อมซีตาร์กับซีดีไกด์แผ่นนั้น แก้ไขโน้ตบางตัวซึ่งซีตาร์จริงๆทำไม่ได้ออกไป และได้เพิ่มโน้ตบางตัวเข้าไปแทน(ไม่มากหรอกครับ กบคิดโน้ตมาสวยอยู่แล้ว)โดยแจ้งข่าวให้กบรู้เป็นระยะๆ แล้ววันนัดบันทึกเสียงก็มาถึง กบนัดผมที่ห้องบันทึกเสียงของกบแถวสุขาภิบาล จำได้ว่าเล่นบันทึกไปไม่กี่เทค เสียเวลานิดหน่อยตอนจัดไมโครโฟนรับเสียงเท่านั้นเอง เพราะเครื่องอคูสติกจัดตำแหน่งไมโครโฟนรับเสียงยาก ทุกอย่างสำเร็จลงด้วยดี น้องซาวด์เอนจิเนียที่ชื่อป้อม ตั้งใจทำงานมาก(ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว) จำได้ว่าป๊อบ อินคา อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นด้วย ป๊อบ ทักทายผมเป็นอย่างดี บอกว่าคุ้นหน้าผมมาก ด้วยความที่ไม่ได้เจอหน้ากันนาน ต้องรื้อฟื้นกันเสียยกใหญ่ หลังงานเสร็จ กบบอกว่าต้องขอแรงไปถ่ายภาพกันที่เขางู ราชบุรีด้วย และอาจต้องรบกวนไปถ่ายMVที่ห้องบันทึกเสียงคาราบาว ผมตอบกบไปว่า “ด้วยความยินดี”. 

งานเปิดตัวอัลบั้ม ในภาพ ผมเคาะเครื่องดนตรีคล้ายไหอยู่ หลังจากที่เล่นซีตาร์บนเวทีใหญ่ไปแล้ว

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เด็กอ้วน


รางวัล Fat Awards(Fat Radio) ศิลปิน bedroom studio ยอดเยี่ยมวงดนตรี The Wanderers จากเพลง นอกวงโคจร ทุกวันนี้ถูกวางโชว์อยู่บนตู้ที่บ้านแม่

ตอนที่ 25 (วัยหนุ่ม)

ลูกกรุง

งานแต่งและเรียบเรียงดนตรีเพลงประจำบริษัทต่างๆที่เคยได้ทำไม่เคยมีเข้ามาอีกเลย คงเป็นเพราะผมแข็งเกินไปที่จะยอมแต่งเนื้อร้องหรือทำนองให้มันขัดหลักธรรมชาติของดนตรีที่ตัวแทนบริษัทบอกให้ผมทำ บางครั้งพวกเขายกตัวอย่างเนื้อร้องที่ “ช่างเย็บเครื่องหนัง” แต่งขึ้นโดยใช้ทำนองเพลงของผม ไร้สัมผัส ไร้การคำนึงถึงเสียงสูงต่ำ ฟา ฝ่า ฝ้า ฟ้า ฝา แต่แค่เรื่องราวตอบโจทย์เขา ลำบากครับหากต้องอธิบายทฤษฎีดนตรีทุกครั้งก่อนที่จะรับงานประเภทนี้ ทำให้ผมเลิกนึกที่จะยึดเป็นอาชีพไปเลย

ล้มไม่เป็นท่าอยู่หลายปี แบบจับต้นชนปลายไม่ถูกเลยล่ะ ถึงขนาดว่าต้องขุดความรู้ด้านสื่อสารมวลชนที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยมาใช้ ทั้งรับคิดโฆษณาสินค้าเพื่อลงพิมพ์ในสื่อสิ่งพิมพ์ให้กับบริษัทคุณพ่อของอดีตภรรยาอยู่หลายงาน วางรูปแบบและคิดคำที่จะใช้ในแคตตาล๊อกสินค้าทั้งแผ่นพับและแบบเล่มหนาๆใหญ่ๆ ผมคิดว่าชีวิตที่เกี่ยวข้องกับดนตรีของผมคงจบลงแต่เพียงเท่านั้นแล้ว ก็ให้บังเอิญคนรู้จักมาว่าจ้างให้ทำเพลงประกอบการแสดงโชว์บนเวทีของบริษัทขายตรงยักษ์ใหญ่รายหนึ่งในช่วง “แห่พระนาง” ผมนั่งแต่งและทำเพลงนี้อยู่ประมาณ5วัน5คืนแทบไม่ได้หลับได้นอน เพราะอารมณ์มันมาแล้วต้องดันให้เสร็จ ตั้งชื่อเพลงว่า อารยธรรม” ค่ำคืนวันงาน(ประมาณปีพ.ศ.2538หรือ39 จำไม่ได้แน่ชัด ต้องขออภัย)ใครที่ได้เข้าไปนั่งร่วมประชุมตัวแทนภูมิภาค ณ.สนามกีฬา ทบ.คงได้ยินในสิ่งที่ผมทำ เพลงบรรเลงแนว world music ความยาว15นาที ถูกเล่นกระหึ่มไปพร้อมกับขบวนแห่แบบโบราณอันยิ่งใหญ่ ถือเป็นความภูมิใจอีกเรื่องหนึ่งของผมทีเดียวเชียวล่ะ

การประกวดร้องเพลง เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมพาตัวเองดิ้นรนไปทำ เพราะมองว่าเป็นช่องทางที่อาจเปลี่ยนชีวิตได้ ทราบข่าวจากรายการวิทยุที่ฟังประจำในขณะนั้น(ประมาณปีพ.ศ.2538หรือ39 จำไม่ได้แน่ชัด ต้องขออภัย)ว่าทางรายการรับสมัครเทปตัวอย่างเสียงเพื่อคัดเลือกผู้เข้ารอบ10คนไปประกวดขับร้องเพลงไทยสากล(ลูกกรุง) ผมส่งเทปเสียงของผมในเพลง สไบแพร (ชรินทร์ นันทนาคร) ไปที่รายการ ได้ผลครับ ผมติด1ใน10 แต่วันประกวดจริงบนเวทีใหญ่ที่พณิชยการพระนคร ผมใช้เพลง แสนแสบ ในการร้องประกวด ผลคือไม่ติด1ใน3 (สงสัยชื่อเพลงจะมีผล ฮา ) แต่ก็มีความประทับใจเกิดขึ้นอีกครั้งกับชีวิต คือหนึ่งในคณะกรรมการ คุณ ชรินทร์ นันทนาคร (ตัวจริง) ได้เซ็นชื่อบนหน้าปกซีดีให้ พร้อมกับเอ่ยชมเสียงร้องของผม ทำเอาปลื้มมาจนถึงปัจจุบัน.*


*ครั้งแรกกับตำนานนักร้องเพลงลูกกรุงที่ประทับใจคือเมื่อตอนที่ผมอายุ5 - 6ขวบ ครั้งนั้นแม่ของผมพาผมไปดูภาพยนตร์ที่โรงภาพยนตร์แมคเคนน่า รอบนั้นเป็นรอบพิเศษจะมีการแสดงดนตรีก่อนที่จะฉายภาพยนตร์ จำได้ว่าคุณสุเทพ วงศ์กำแหง เดินร้องเพลงมาจากที่นั่งแถวหลังสุด เดินๆ ร้องๆก้าวลงบันไดมาเรื่อยๆ แล้วก็มายืนหยุดอยู่ที่ผม ระหว่างที่บทเพลงกำลังดำเนินไป คุณสุเทพ ก้มตัวลงมาถามผมว่า “หนู โตขึ้นอยากเป็นนักร้องไหมครับ?” ผมได้แต่ตกใจ จ้องหน้าแกอยู่แบบนั้น แกก็ถามคำถามเดิมอีก “โตขึ้นอยากเป็นนักร้องไหม” แล้วแกก็เดินไปข้างหน้า ร้องเพลงด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข

อุบัติเหตุเฉียดตาย

ผมเขียนบทความนี้ไว้ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว(พ.ศ.2556) เพื่อส่งไปให้นิตยสารบันเทิงคดีพิจารณาตีพิมพ์ แต่นิตยสารปิดตัวลงเสียก่อน จึงถือโอกาสนำลงใน สมุดบันทึก นี้(แบบไม่แก้ไข ตัด หรือเติม)เลยนะครับ

อุบัติเหตุเฉียดตาย 

ผมผ่านอุบัติเหตุเฉียดตายมาสดๆร้อนๆ คิดขึ้นมาทีไรยังตื่นเต้นใจสั่นไม่หาย จึงอยากนำเรื่องนี้มาเล่าเพื่อเป็นอุทาหรณ์ เตือนสติท่านผู้อ่าน บันเทิงคดี ผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่าน เพื่อเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

เนื่องด้วยสุขภาพที่ไม่ค่อยดีนักในระยะหลังๆ จากโรคเกาท์ (ข้อต่อกระดูกเท้าอักเสบ) จากการรับประทาน ไก่ และเครื่องใน ซึ่งเป็นของโปรดมาตั้งแต่วัยรุ่น พอย่างเข้ากลางคน โรคนี้จึงแสดงอย่างออกนอกหน้าโดยเฉลี่ยทุกๆสองถึงสามสัปดาห์ครั้งหนึ่ง ท่านผู้อ่านครับ ใครที่เป็นอยู่ จะรู้เลยว่าเวลาโรคกำเริบ มันจะทรมานมาก เดินแทบไม่ได้เลย ถ้าไม่พึ่งการรับประทานยา สิบวันก็ไม่หาย แต่ถ้ารู้ตัวก่อน พอกระดูกนิ้วเท้ามันเริ่มหน่วงๆ เราก็เริ่มจัดยาเม็ดแรกเลย สองถึงสามวันก็จะหาย และด้วยโรคนี้ ทำให้ผมหาวิธีที่จะจัดการกับมันแบบพึ่งตนเองและใช้ยาน้อยที่สุด คือการ ปั่นจักรยาน

ผมเริ่มปั่นจักรยานที่ สวนรถไฟ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2553-2554 ปรากฏว่า โรคนี้ไม่กลับมากำเริบอีกเลย สูตรนี้ขอแนะนำเพื่อนร่วมโรคเลยนะครับ ปั่นเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก วันละประมาณ 20-30 ก.ม. เพื่อให้ขาได้ขยับ ขับเหงื่อออก และดื่มน้ำเยอะ ผมรับรองว่าสุขภาพโดยรวมดีขึ้นแน่นอนครับ ผมมาหยุดปั่นก็เมื่อตอนน้ำท่วมใหญ่ปี54 นี่เอง เพราะไม่มีที่จะให้ปั่น และช่วงนั้นก็มัวง่วนแต่หาที่ดินต่างจังหวัดเพื่อทำบ้านสวนในอนาคต พอน้ำลด ก็ได้ที่ดินที่ถูกใจมาเป็นกรรมสิทธิ์พอดี เลยต้องเอาเวลาไปๆมาๆ กรุงเทพ ต่างจังหวัด จัดการพัฒนาที่ซึ่งถูกปล่อยรกร้างมาเป็นเวลานาน ล้อมรั้ว ถมดิน ลงต้นไม้ และเตรียมสร้างบ้าน ปีกว่าๆผ่านไปจนลืมว่าตัวเองเป็นเกาท์ จนก่อนกลางปี 56 นี้เอง ที่โรคเริ่มโชว์อีก ก็ปวดบวมนิ้วเท้าเช่นเคย ต้องกลับมาพึ่งการรับประทานยาอีกครั้ง แล้วก็เหมือนเดิม สองถึงสามสัปดาห์จะกำเริบครั้งหนึ่ง ผมจึงตัดสินใจ กลับมาปั่นจักยานที่ สวนรถไฟ เกือบทุกวันอีกครั้ง(จนตัวดำปี๋)

และเรื่อง อุบัติเหตุเฉียดตาย ที่ผมเกริ่นมาตั้งแต่แรก มันก็มาเกิดที่ สวนรถไฟ นี่ล่ะครับ

วันนั้นเป็นวันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมานี้เอง ผมตื่นเช้าเหมือนเช่นเคย เพื่อที่จะพยายามไปให้ถึงสวนรถไฟไม่ให้เกิน เก้าโมงเช้า ด้วยเรื่องปัญหาลานจอดรถนั่นเอง ลานจอดรถใหญ่นะครับ แต่รถจอดเต็ม ทั้งๆที่ผู้ที่เข้าใช้บริการสวนสาธารณะในวันธรรมดา(วันทำงาน )ไม่ค่อยมากเท่าไร ผู้คนส่วนหนึ่งจึงต้องเลี่ยงนำรถยนต์มาจอดบริเวณริมรั้วโรงเรียนวิศวะรถไฟ เรียงเป็นทางยาวไป แต่วันนั้น ฟ้าครึ้ม ฝนทำท่าจะตก ริมรั้วที่ว่าจึงโล่ง มีรถยนต์จอดอยู่ก่อนหน้าผมจะมาถึงเพียงหนึ่งคัน ผมยังคิดในใจว่า วันนี้โชคดี ไม่ต้องวนรถหาที่จอดหลายรอบ ขณะที่ผมจอดรถเสร็จ ก่อนดับเครื่องยนต์ ตาก็ให้เหลือบไปเห็นรถยนต์อีกคนหนึ่ง เป็นลักษณะรถขับเคลื่อนสี่ล้อ สีดำค่อยๆเคลื่อนเข้ามาจอดต่อท้ายรถของผม ห่างจากรถของผมประมาณสองเมตร ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเลย นอกจากรถของเขาสวยดี เพราะก่อนที่ผมจะตัดสินใจซื้อรถของผมคันนี้เมื่อปีที่แล้ว รถรุ่นที่จอดอยู่ท้ายรถผมนั้นก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ผมชอบ ผมดับเครื่องยนต์ เปิดประตูลงจากรถ เดินไปทางท้ายรถ เปิดประตูท้าย เพื่อนำจักรยานพับคันใหม่ที่เพิ่งซื้อมาเดือนเศษๆออกมากางประกอบที่บริเวณท้ายรถมีที่ว่างประมาณสองเมตรจากรถที่จอดต่อจากรถของผม ตอนนั้นผมสังเกตว่ารถคันหลังยังไม่ดับเครื่องยนต์ ผมแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะมัวแต่ก้มหน้าก้มตาจัดการกับจักรยานของผมอยู่  ยังไม่ทันจะเสร็จสิ้นดี ก็เหมือนมีอะไรแข็งๆมาดุนที่สะโพกของผม เสี้ยววินาทีนั้นผมหันไปมองว่าวัตถุนั้นคืออะไร ปรากฏว่ามันคือกันชนของรถยนต์ที่จอดอยู่ด้านหลังคันนั้นนั่นเอง ตอนนั้นผมคิดว่ารถของเขาคงไหลลงหลุมเล็กๆ เลยเลื่อนมาสัมผัสผม ผมเหลือบตาขึ้นเพื่อจะส่งสายตาบอกเจ้าของรถว่า รถมันไหลนะครับ แต่ปรากฏว่า ที่ผมคิดนั้นมันผิด! รถคันนั้นไม่หยุด ซ้ำยังเคลื่อนตัวมาข้างหน้าด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น แรงขึ้น ตอนนั้นผมทำอะไรไม่ถูก คิดอะไรไม่ทันหรอกครับ ข้างหน้าเป็นรถของผม ข้างหลังรถคันนั้นยังเคลื่อนที่มาข้างหน้า ด้านข้างเป็นจักยานซึ่งมือของผมจับมันอยู่ มารู้ตัวอีกที ตัวผมกระเด็นออกมาล้มลงอยู่ในส่วนของถนน ผมหันกลับไปมองเหตุการณ์ จักรยานของผมล้มกองอยู่กับพื้นถนน รถคันนั้นก็ยังไม่ยอมหยุด รถยนต์ของผมถูกชนอย่างแรงพอสมควร และถูกดันไปข้างหน้า ไปชนรถยนต์อีกคัน และรถทั้งสองคันคือรถของผมและรถคันหน้าก็ยังถูกดันไปอีกถึงห้าเมตร! ผมงงกับเหตุการณ์นี้มาก ลุกขึ้นพร้อมกับแผลที่ขา มันเจ็บไปหมด เลือดยังไม่ออกมาเท่าไร เห็นแต่เนื้อขาวๆ ลึกพอสมควร ผมคิดในใจว่า ผมโชคดีเหลือเกินที่ผมกระเด็นออกมาได้ ไม่เช่นนั้นขาหรือหัวเข่าของผมคงหักละเอียดจากการบดอัดของรถยนต์สองคัน และตัวของผมอาจหลุดเข้าไปใต้ท้องรถของคู่กรณีเพราะเขาชนแล้วไม่ได้หยุดทันที ยังดันรถอีกสองคันไปอีกถึงห้าเมตร หรือถ้ากระเด็นออกมาน้อยกว่านี้ ขาหรือข้อเท้าของผมอาจถูกล้อของรถคันนี้ทับบดจนหักหรือแตก หรือสุดท้าย ถ้าตอนที่กระเด็นออกมาล้มที่ถนน หากมีรถยนต์คันอื่นที่ขับมา เขาเบรกไม่ทันแน่นอนครับ ผมภาวนาขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเทวดาประจำตัว ในขณะที่ตัวและใจของผมสั่น ยอมรับว่ากลัวมาก และคิดไม่ถึงจริงๆ ยังคิดไปถึงความเดือดร้อนของเพื่อนร่วมงานดนตรีที่เล่นประจำกันอยู่ตามผับตามร้านอาหารของผมอีกสี่วง(อันนี้ยังไม่รวมวงดนตรี THE LAMB ของพี่ ซัน มาโนช พุฒตาล นะครับ - - ‘ )

ประกันถูกเรียกมาเครม มาถามถึงเหตุการณ์ทั้งหมด น้องผู้หญิงเจ้าของรถก็อธิบายไปตามความเข้าใจของตัวเขา ผมไม่ได้คิดจะเอาความอะไรเลยนะครับ เพียงแค่อยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมจอดรถแล้วถึงไม่ดับเครื่อง แล้วรถมันพุ่งไปข้างหน้าได้อย่างไรตั้งเจ็ดเมตร (โดยไม่เบรก) จากที่จอดของเขา เขาก็อธิบายถึงระบบการจอดของรถยนต์ของเขาว่าจะต้องทำนั่นทำนี่เกี่ยวกับเกียร์เผื่อว่าคนอื่นจะได้เข็นได้ในกรณีจะเข้าจะออก และจึงจะทำการดับเครื่อง จนวันนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เพราะผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับรถยนต์รุ่นนั้น รู้แต่ว่ารถยนต์ของผมไม่มีระบบอะไรยุ่งยากขนาดนั้นทั้งที่เป็นรถยนต์รุ่นใหม่เหมือนกัน จากนั้นน้องคนนี้ก็ขับรถพาผมไปทำแผลที่โรงพยาบาล คุณหมอถามถึงเหตุการณ์ก็ยังงง และบอกน้องคนนี้ว่า ทำไมไม่ดับเครื่องก่อนซึ่งจริงๆดับเครื่องก่อนแล้วค่อยจัดการปรับเกียร์ แล้วค่อยดึงกุญแจออกก็ย่อมทำได้

ต้องขอขอบคุณพี่เจ้าของรถยนต์คันหน้าสุดที่ร่วมในอุบัติเหตุครั้งนี้ ที่ช่วยหาน้ำแข็งมาให้ผมประคบแผล เช็คความเสียหายของจักรยานของผม พยายามหามุกตลกมาคุยให้ผมทุเลาความเจ็บ และโทรถามอาการของผมที่โรงพยาบาล


จากเหตุการณ์นี้ ให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกคนว่า ใช้รถใช้ถนนด้วยความไม่ประมาท และถ้ารถคันที่จอดอยู่ข้างหลังยังไม่ดับเครื่อง พยายามอย่าไปเปิดท้ายรถตัวเองเพื่อเอาของเด็ดขาด ผมเข็ดจริงๆ .

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Pop Sound


Epiphone Sheraton เจ้าของเสียงส่วนใหญ่ในอัลบั้ม พาราณสี ออเคสตรา ถ้าจำไม่ผิดผมซื้อมาเก็บไว้ตั้งแต่ปีพ.ศ.2537ด้วยความที่เป็นคนชอบThe Beatles (ตอนนั้นทางร้านยังไม่ได้สั่งรุ่นCasinoซึ่งเป็นรุ่นที่บีเทิ้ลส์ใช้มาจำหน่าย) เก็บไว้ในกล่องเฉยๆนานมาก จนมีโอกาสนำออกมาใช้งานบันทึกเสียงในปีพ.ศ.2542 และหลังจากนั้นอีกหลายปีก็ได้นำออกมาใช้อีกในช่วงเล่นเพลงของบีเทิ้ลส์ตามร้านอาหารต่างๆ ปัจจุบันกีตาร์ตัวนี้อยู่กับ ออม อดีตมือกีตาร์วง Vacation.

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2557

จุดประกายคอนเสิร์ต

ขออนุญาต คุณ อนันต์ ลือประดิษฐ์ นำหนังสือประกอบการแสดงคอนเสิร์ตของThe Lamb มาลงในหน้าบล็อกนี้นะครับ เพราะงานนี้ เป็นความทรงจำที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งของผม






วงcover The Beatles ที่ผมร่วมเล่นอยู่ในปัจจุบันคือวง สี่ต่อเทา นะครับ และเพลงละครที่ร่วมทำเพลงในช่วงนั้น มีละครของทางช่อง3 ส่วนของช่อง7* ผู้ที่รับงานทำเพลงมา เขาแค่ชวนผมไปบันทึกเสียงกีตาร์ให้เท่านั้น ผมไม่ได้ร่วมทำเพลงแต่อย่างใด จึงขอแก้ไขข้อมูลมา ณ.ที่นี้



*เพลงละครช่อง7 ที่มีคนรับทำเพลงมาชวนผมไปอัดกีตาร์มีประมาณ3-4เรื่อง รวมเป็นจำนวนประมาณ6-7เพลง ผมจำชื่อเรื่องไม่ได้เลยนอกจาก *เขาหาว่าหนูเป็นเจ้าหญิง พอเขาส่งงานเสร็จ ผมก็ไม่เจอเขาอีกเลย. 

(*ผมจำชื่อเรื่องผิดครับ จริงๆละครมีชื่อว่า เขาหาว่าหนูเป็นสายลับ แก้ไข 3 ก.ค. 2562)

***และขอแก้ไขข้อมูลอีกสักนิดนะครับ จำไม่ได้ว่าเคยเขียนลงในบล๊อคนี้ตอนใดตอนหนึ่ง หรือให้สัมภาษณ์นิตยสารฉบับไหน ที่เคยบอกว่า เป็นกรรมการตัดสินดนตรี โค้กมิวสิคอวอร์ด ผมจำผิดนะครับ เพราะเพิ่งได้คุยกับรุ่นน้องถึงเรื่องราวเก่าๆนี้ น้องเขาบอกมาว่า ผมจำผิด 555 อายุเยอะ ความจำแย่แล้วครับ จริงๆที่ไปเป็นกรรมการตัดสินดนตรีงานนั้นคือ เนสกาแฟมิวสิคอวอร์ด ครับ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ครับ (3 ก.ค. 2562)